วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2558

การขยายเพาะพันธุ์ปลาคาร์ฟ


ประเทศไทย ได้เริ่มมีการเลี้ยงปลาแฟนซีคาร์ฟ ซึ่งนำมาจากประเทศญี่ปุ่น เมื่อ พ.ศ. 2493 จากนั้นก็มีผู้สั่งปลาเข้ามาเลี้ยงกันมากมายในราคาที่ค่อนข้างสูงได้มีการ ศึกษาและทดลองเพาะพันธุ์จนประสบความสำเร็จ 

ยังผลให้การสั่งเข้าปลาแฟนซีคาร์ฟลดลง และปลาในประเทศที่มีคุณภาพดีได้รับความนิยมมากขึ้นจนแพร่หลายดังเช่น ปัจจุบันปลาแฟนซีคาร์ปจะผสมพันธุ์และวางไข่ในฤดูกาลที่แตกต่างกันแล้วแต่ สถานที่ที่ปลาอาศัยอยู่ 

ฤดูวางไข่ของปลาเหล่านี้ในประเทศญี่ปุ่นจะอยู่ในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือน สิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศอบอุ่น ส่วนในระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธุ์เป็นช่วงฤดูหนาว ปลาจะไม่เจริญเติบโตและไม่สืบพันธุ์ 

สำหรับประเทศไทยนั้นปลาแฟนซีคาร์ฟสามารถวางไข่ได้ตลอดปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนซึ่งพ่อแม่ปลามีความสมบูรณ์ทางเพศเต็มที่



การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ การที่จะเพาะปลาคาร์ฟจะต้องพิจารณาปัจจัยต่างๆดังนี้ 

1.คุณภาพของปลาที่จะเป็นพ่อแม่ รูป ทรงและสีสันของปลาที่ดีจะต้องได้มาจากสายพันธุ์ พันธุกรรมของพ่อแม่ที่ดี หรือเรียกว่า สายพันธุ์นิ่ง คือพ่อแม่พันธุ์หน้าตาเป็นอย่างไร ลูกที่ออกมามักจะได้แบบนั้นเป็นส่วนใหญ่ ปลาที่มีสายพันธุ์ไม่บริสุทธิ์ดูง่ายๆคือ เวลาออกลูกมาแล้วมีหน้าตาไม่เหมือนพ่อแม่พันธุ์เลย

2.เพศของปลา ต้องรู้ว่าตัวไหนผู้ ตัวไหนเมีย ปลาตัวเมียจะตัวอ้วนๆสั้นๆ ครีบอกจะเล็กเมื่อเทียบกับสัดส่วนลำตัว ตัวผู้ผอมยาว ครีบอกใหญ่กว้างกว่า ในฤดูผสมพันธุ์ตัวผู้ที่แข็งแรงพร้อมที่จะทำงานจะมีตุ่มเล็กๆใสๆที่บริเวณ หัวและครีบอก เวลาจับคู่มักใช้ตัวเมีย 1 ตัวกับตัวผู้ 2 ตัว เพราะตัวเมียจะมีไข่มาก ตัวผู้จะได้ปล่อยน้ำเชื้อผสมกับไข่ได้ทัน

3.อายุของปลา พ่อแม่พันธุ์ใช้อายุ 4-5 ปี ลำตัวยาวมากกว่า 10-12 นิ้ว ปลาอายุน้อยจะมีเปลือกไข่บาง เมื่อผสมแล้วไข่มักจะเสียก่อนฟักเป็นตัว ปลาแก่เกินไปเปลือกไข่หนา สเปิร์มเจาะเข้าไปไม่ได้

4.ฤดูกาลผสมพันธุ์ จะ เป็นฤดูร้อนหรือฤดูฝน ประเทศไทยจะได้เปรียบกว่าญี่ปุ่นเพราะประเทศไทยเราร้อนนานกว่าผสมได้นาน ฤดูหนาวญี่ปุ่นจะไม่ได้ทำการเพาะเลย บ้านเรามีอุณหภูมิที่เหมาะสม



5.บ่อผสมพันธุ์ กัก น้ำประปาทิ้งไว้ประมาณ 3-4 วัน ให้คลอรีนสลายตัวให้หมด จะได้น้ำสะอาดไม่มีเชื้อโรค เอาเชือกฟางมาทำเป็นพู่ แล้วผูกติดกับท่อให้จมน้ำ ปลาจะไข่ติดกับเชือกฟาง เอาหัวทรายที่ต่อจากปั๊มลมใส่ลงไปในน้ำมีออกซิเจนมากๆ อย่าใช้ปั๊มแบบดูดน้ำพ่น เพราะจะดูดไข่และลูกปลาตายหมด

6.การปล่อยผสม เอา ปลาที่ท้องป่อง 2 ตัวกับตัวผู้ใส่ลงอ่าง หาอะไรมาปิดบังแสง ไม่ให้ถูกรบกวน กันปลากระโดด อย่าตั้งกลางแดด ให้อาหารทุกวันแต่อย่ามากเกินไป ปลาจะวางไข่ติดที่เชือกฟางเป็นเม็ดใสๆ ภายใน 3-7 วัน ปลาท้องแฟบแล้วเอาพ่อแม่ปลาออก เพราะจะกินไข่และลูกหมด

7.การฟักไข่ ต้อง ให้อากาศตลอดเวลา ดูดเศษตะกอนพื้นบ่อกันน้ำเสีย ตัวอ่อนจะพัฒนาในไข่จะเห็นจุดดำๆในไข่คือลูกตา ภายใน 2-3 วันลูกปลาฟักออกจากไข่ จะเกาะติดกับพื้นหรือผนังด้านข้างเห็นเป็นเส้นดำๆเล็กๆ ระยะนี้จะไม่กินอาหารจะใช้อาหารจากถุงไข่แดงที่ท้องหมดประมาณ 3-4 วัน

8.การอนุบาล ใน วันที่ 4 ลูกปลาจะเริ่มว่ายน้ำขึ้นมา เริ่มให้อาหาร นิยมใช้ไข่แดงต้มสุกป่นให้กิน จะเกิดการกระตุ้นการทำงานของกระเพาะอาหาร ให้ไข่แดงต้มนานประมาณ 7วัน อย่าให้มากเกินจะทำให้น้ำเน่า ทำให้ปลาตาย วิธีให้อาหารทีละน้อยทุก 2 ชั่วโมง หรือ 5-6 ครั้งต่อวัน ถ้าเห็นว่าน้ำจะเน่าเสีย รีบถ่ายน้ำ 20-30% ระวังอย่าดูดลูกปลาออก เมื่อเข้าสัปดาห์ที่ 2 ใช้อาหารปลาลอยน้ำที่มี สาหร่ายสไปรูลิน่า โปรตีน โปรไบโอติคกับเบต้ากลูแคนผสมอยู่มาบดละเอียดคลุกผสมกับไข่แดงต้มโรยให้ ลูกปลากิน 3-4 วัน ลูกปลาเริ่มรู้จักอาหาร อาหารโปรตีนสูงลูกปลาจะย่อยได้ดีกว่าอาหารโปรตีนต่ำๆ หลังจากนั้นหยุดให้ไข่แดงต้ม เหลือแต่อาหารบดอย่างเดียว โปรไบโอติคจะเป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์เข้าไปอยู่ในระบบทางเดินอาหาร ลูกปลา ช่วยยับยั้งให้จุลินทรีย์ที่ก่อโรคไม่เจริญเติบโต สไปรูลิน่าและเบต้ากลูแคน จะช่วยให้ลูกปลามีภูมิคุ้มกันโรคที่ดี

9.การคัดลูกปลา ลูกปลา อายุ 1 เดือน เลือกลูกปลาที่ผิดปกติ ป่วย ทรงเสียออกจากลูกปลาที่มีคุณภาพ ส่วนสีของปลาจะดูช่วงนี้ไม่ได้ เพราะสีจริงยังไม่แสดงออก ตำแหน่งสีดำจะกลายเป็นสีแดงเมื่อปลาโตขึ้น
ทราบถึงปัจจัย ต่างๆเป็นเกณฑ์กำหนดในการคัดเลือกให้ได้ปลาที่มีคุณภาพ ตลอดจนแนะนำให้เพื่อนที่ต้องการจะทดลองเลี้ยงปลาให้ได้คุณภาพที่สมบูรณ์ ตลอดจนนำปลาที่มีคุณภาพมาจำหน่ายในท้องตลาดที่ได้รับความนิยม


อัตราการปล่อยปลาลงบ่อเลี้ยงโดยเฉลี่ย 2,000 – 25,00 ตัวต่อตารางเมตร จะทำให้เปอร์เซ็นต์การรอดตายของลูกปลามีสูง บ่อที่เตรียมปล่อยลูกปลาถ้าเป็นบ่อดินและนำน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติมาใช้นั้น ต้องแน่ใจว่า กำจัดศัตรูของลูกปลาหมดแน่นอนแล้ว เช่น กุ้ง ปลาทุกชนิดที่ติดมากับน้ำที่ปล่อยเข้าบ่อ โดยใช้ยากำจัดหาได้จากร้านขายเคมีการเกษตรเพราะมีหลายชนิดให้เลือกใช้ น้ำในบ่อควรเริ่มที่น้ำลึก 40 ซม.แต่ควรมีความลึกไม่เกิน 80 ซม. แสงแดดจะเป็นตัวทำให้แพลงตอนพืชเจริญเติบโต และและแพลงตอนสัตว์ก็จะกินแพลงตอนพืช และลูกปลาก็จะกินแพลงตอนสัตว์เพื่อการเจริญเติบโตอีกทอดหนึ่ง เมื่อลูกปลาอายุได้ 40 วัน ก็จะเริ่มคัดเลือกเอาปลาที่มีคุณภาพที่ไม่ดีออก 20% อีก 1 เดือนจึงคัดออกอีก 50% และอีก 50% ในอีก 1 เดือนต่อมา ในจำนวนปลาที่เหลืออาจจะมีปลาที่มีลักษณะดี และสามารถส่งเข้าประกวดได้เพียงแค่ตัวเดียวหรือไม่มีเลยก็ได้

วันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2558

Sanke (ซันเก้)

ประวัติและจุดกำเนิด Sanke (ซันเก้)

ชาวนาในเขต Niigata เริ่มคัดสรรพันธุ์ปลาคาร์พ ตั้งแต่ปี 1804 กว่าจะมาเป็นปลาโคฮากุ คล้ายทุกวันนี้ ล่วงเลยมาถึงปี 1912 

ผ่านไปอีกไม่กี่ปีปลาคาร์พสายพันธุ์ที่ 2 ก็ถือกำเนิดขึ้น
ลูกปลาโคฮากุที่ได้นั้น ส่วนใหญ่มีลักษณะกลับไปเป็นปลาต้นสายพันธุ์ คือ สีเทา สีดำ บางส่วนเป็นสีขาวล้วน แดงล้วน ไม่มากนักที่เป็นปลาขาว-แดง  ในลูกปลาขาว-แดงนี้ บางส่วนมีฝุ่นผง สะเก็ดสีดำปะปนออกมาด้วย ทั้งหมดนี้จะถูกคัดทิ้งออกทั้งหมด ถือว่าเป็นจุดตำหนิของปลาโคฮากุ

ในปี 1914 Heitaro Sato แห่ง Urakawa ได้ผสมปลาโคฮากุครอกหนึ่ง มีหลายตัวที่มีสีดำติดมาที่ครีบด้วย เป็นสีดำที่ฝังอยู่ในเนื้อไม่ได้เป็นฝุ่น เป็นสะเก็ดดำอย่างที่เคยเห็น เซียนปลาทั้งหลายบอกเป็นเสียงเดียวกัน ให้ทิ้งไป ให้กำจัดไปก่อนที่ลูกค้าหรือชาวบ้านจะพบ มิฉะนั้นจะกลายเป็นว่าปลาจาก Urakawa สายพันธุ์ไม่ดี มีสีดำปน

ลูกชายของซาโตซัง แอบเก็บลูกปลานี้ไว้ 2-3 ตัว ในบ่อหน้าบ้าน ปลาเหล่านี้ถูกซื้อไปโดย Chuzo Kawakami (ปู่ของTorazo Koi Farm ที่มีชื่อเสียงในปัจจุบัน) และได้นำไปพัฒนาสายพันธุ์จนเป็นที่แพร่หลายในเวลาต่อมา ถูกตั้งชื่อว่า Taisho Sanshoku ,

ซันโชกุ หมายถึง 3 สี ส่วน ไทโช คือชื่อรัชสมัย (พระเจ้าแผ่นดินญี่ปุ่น)

 ที่ปลานี้ถือกำเนิดขึ้นเรียกกันสั้น ๆ ว่า SANKE ซัง-เขะ

ภาพวาดด้วยมือของซันเก้ยุคแรก ประมาณปี 1930 โดย เจ้าของฟาร์มTorazo (คนปู่)
ภาพซันเก้

ซันเก้ (เรียกตามที่นิยมในบ้านเรา) คือปลาโคฮากุที่มีลายดำเป็นดอกหรือเป็นผืนเล็ก ๆ กระจายอยู่ทั่วตัว
มี ข้อยกเว้นอยู่ 2 ที่คือที่หัวและครึ่งล่างของลำตัวปลาที่ไม่ควรมีสีดำ ที่ครีบว่ายถ้ามีลายดำ (STRIP) ลากผ่านจะถือว่าเป็นจุดเด่นของซันเก้ 

ด้วยความที่เป็นปลา 3 สี ที่มีพื้นฐานมาจากโคฮากุ ถือเป็นปลาสีขาวที่มีลายสีแดง สีดำที่เพิ่มมานั้น
ถ้าวางตำแหน่งดี ๆ จะเพิ่มคุณค่าให้ปลามากขึ้น สีดำที่วางตัวในพื้นสีขาว จะเด่นกว่าสีดำที่อยู่ในพื้นสีแดง

Tsubo Sumi (ซูโบ สุมิ) หมายถึงสีดำที่อยู่บนพื้นที่ขาว
มักใช้เรียกกันสำหรับสีดำที่วางตัวบนไหล่ของปลา ทำให้ปลามีจุดเด่นจุดสนใจ ตรงนี้เพิ่มราคาปลาได้มากโขอยู่

ซันเก้ที่ดีนั้น เริ่มต้นจากการดูลวดลายแดงบนพื้นขาวเหมือนกับโคฮากุ  ต่อจากนั้นจึงพิจารณาสีดำ  
สีดำ(SUMI) ที่ดีนั้น ต้องเข้ม ดำมัน ไม่กระจัดกระจายเป็นฝุ่นผง อยู่รวมกันเป็นก้อนอยู่ในตำแหน่งที่สมดุลทั่วตัว   ส่วนหัวของซันเก้ต้องพิถีพิถันกันหน่อย ขาวจะดีไม่ควรมีสีดำ ครีบว่ายถ้ามีเส้นขีดตามแนวครีบจะดูมีสง่าขึ้นมาก

ซันเก้ นั้นมีลักษณะสีดำอยู่หลายแบบ เช่น
- Torazo ถือว่าเป็นต้นตระกูลของ SANKE ทั้งหมด สีดำจะรวมเป็นกลุ่มก้อน หนักแน่น

Torazo
- Jinbei ซันเก้สายนี้โตเร็ว ตัวใหญ่ สีดำเป็นก้อนใหญ่และมีปริมาณมากกระจายไปทั่วตัว
Jinbei
- Sadazo ซันเก้ตัวเล็กกว่าที่กล่าวมาแล้วแต่สีขาวสะอาด แดงหนาชัดและสีดำมีไม่มากนัก โปร่งกว่าซันเก้ สายอื่น ๆ
Sadazo

ดูกันไว้เป็นแบบอย่างครับ ไม่ต้องไปซีเรียสกัน .... กว่าจะมาถึงเรา เขาครอสกันไปมาหลายตลบ
แม้แต่พวกฟาร์มดังๆ ยังพยายามพัฒนาสายพันธุ์ต่อไปข้างหน้าตลอดเวลา

การพัฒนาของสีดำในซันเก้ต้องใช้เวลา จากปีที่ 1-2-3 มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด
การเลือกซื้อปลาเล็กที่มีสีดำฝังอยู่ในเนื้อ เป็นการซื้อความหวังรอการพัฒนาเมื่อปลาโตขึ้น

ซันเก้ เป็นปลาขาว ลายแดงที่มีแต้มสีดำ

พัฒนามาจาก Narumi Asagi (กล่าวถึงในโอกาสหน้า) สีดำที่มาจากสายของAsagi Magoi
รูปร่างและจึงลักษณะคล้ายกับโคฮากุมากเว้นแต่ที่ดวงตาที่ต่างกัน


ภาพซันเก้สวยๆจาก Internet


วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2558

Kohaku (โคฮากุ)

โคฮากุ (Kohaku) มีประโยคอมตะของวงการปลาคาร์พกล่าวไว้ว่า

Keeping Nishikigoi begin with Kohahu and end with Kohaku
นักเลี้ยงปลาโค่ยทุกคน เริ่มต้นด้วย โคฮากุ .. และ .. จบด้วยโคฮากุ

ประโยคดังกล่าวสามารถยืนยัน ความงามอันเป็นอมตะของปลาสายพันธุ์นี้ได้ดีที่สุด จึงไม่แปลกที่ปลาสายพันธุ์นี้จะมีชื่อเรียกเฉพาะลักษณะของลวดลายบนตัวปลา (Patterns) ตลอดจนมีหลักเกณฑ์ในการตัดสิน ความสวยงามของปลาแต่ละตัวมากที่สุด นอกไปจากนี้หลักเกณฑ์ดังกล่าวยังสามารถใช้ขยายผลไปเป็นพื้นฐานในการพิจารณาความสวยงามของปลาสายพันธุ์อื่นได้อีกด้วย

มาตรฐานในการพิจารณาปลาสายพันธุ์นี้ โดยเบื้องต้นมีดังนี้

สีแดงบนตัวปลา (Hi) จะต้องแดงสดหรือแดงเลือดนก แต่บางสายพันธ์เช่นฟาร์ม Sakai อาจจะมีออกโทนส้มเข้มๆ ยังถือว่าอยู่ในหลักเกณฑ์ของสีแดง สีแดงต้องหนาและแน่น ถ้าสีแดงถึงจะสดแต่ดูบางอาจจะมีปัญหาสีซีดจางภายหลัง ช่วงที่ปลาตัวโตขึ้น

ขอบของสีแดงต้องชัดและคม ไม่ควรมีขอบแดงที่เบลอมากจนเกินไป ทั้งสีขอบเกล็ดตอนหน้า (Sashi)ไม่ควรจางเกิน 2 แถวของเกล็ดตอนหน้า ตลอดจนสีทับตอนหลังและด้านข้างของเกล็ด (Kiwa) ไม่ควรมีขอบที่เบลอมากจนเกินไป ควรต้องคมชัด

อีกอย่างที่ว่ากันว่าเป็นเรื่องสำคัญคือความสม่ำเสมอของสี แบบเข้มในอ่อน จางในเข้ม กระจัดกระจายไปทั่ว แบบนั้น ไม่เอา

ขอบสีเป็นอีกเรื่องที่บอกคุณภาพของปลา มีศัพท์ให้ท่องจำอีก 2 คำคือ Kiwa คิว่า กับ Sashi ซาชิ

Sashi คือ พื้นที่ที่สีขาวทับสีแดง (รอยต่อตอนเริ่มต้นของพื้นที่แดง) ตรงนี้ ในปลาไม่ใหญ่ ควรเห็นสีแดงใต้เกล็ดสีขาว สัก 1-2 เกล็ด

Kiwa คือ ที่ที่สีแดงทับสีขาว ความคมเหมือนช่างวาดตัดเส้นเป็นเรื่องจำเป็น ทำให้ปลาดูสวยงามขึ้นอีกมาก



ไม่ควรมีสีแดงที่ครีบหน้า (Pectoral fins) และที่หาง (Caudal fin) แต่ในการประกวดปัจจุบัน อาจจะมีการอนุโลมได้บ้าง

สีแดงที่หลังของปลา ต้องมีลวดลายไม่ต่ำลงมาเกินเส้นประสาทกลางลำตัวปลา จะอย่างไรก็ตามมาตรฐานหลักข้อนี้ ปัจจุบันได้รับการอนุโลมไปมากที่สุด

สีแดงบนหัว ของปลาต้องไม่ล้ำเกินส่วนจมูกของปลา ไม่เลยทับดวงตาของปลาแต่หยุดที่ขอบตาได้

ส่วนหัวของปลา (Hachi) ต้องมีสีแดง ขอบสีแดงบนหัวปลาตอนหน้าควรจะเป็นรูปเกือกม้าหรือตัวยู(Kutsubera)

สีขาว ที่เป็นสีพื้นต้องขาวบริสุทธิ์ หรือขาวหิมะ

สีแดงตอนสุดท้ายของปลา (Ojima) จะต้องหยุดห่างจากโคนหางเล็กน้อย เพื่อให้เกิดช่องว่างสีขาวบริเวณโคนหาง ก่อนที่จะถึงส่วนหางของปลาที่เรียกว่า “Odome” หรือที่เรียกกันในวงการปลาบ้านเราว่า”ท้ายเปิด”

สีแดงบนตัวปลา จะต้องมีความสมดุลย์ ไม่ค่อนไปทางด้านใดด้านหนึ่ง (ซ้ายหรือขวา) อย่างที่เรียกว่า “Kata-moyo” หรือ ”Kata-gara” จะเห็นได้ว่าเป็นการยากที่จะหาปลาที่มีคุณสมบัติตามที่กล่าวมาได้ครบถ้วน และถึงแม้หาได้ ปลาที่มีคุณสมบัติดังกล่าวก็ควรจะดูเหมือนกันไปหมด ขาดความน่าสนใจและความมีเสน่ห์ อันเป็นเอกลักษณะของปลาแต่ละตัวไป ดังนั้นจึงมีคำศัพท์เฉพาะที่ใช้เรียกลักษณะลวดลายที่แตกต่างกันออกไปอีกดังนี้

Komoyo หมายถึง ปลาโคฮากุที่มีลวดลายสีแดงบนตัวเป็นพื้นที่เล็ก มีพื้นที่สีขาวบนพื้นที่หลังรวมแล้วมากกว่า 50% ลวดลายแบบนี้มักจะเป็นที่สะดุดตาของนักเลี้ยงปลามือใหม่ และยังดูดีเมื่อเป็นปลาขนาดเล็ก แต่พอเมื่อปลามีขนาดใหญ่ขึ้น ปลาลวดลายแบบนี้มักจะดูขาดความน่าสนใจไป

Komoyo
Omoyo หมายถึง ปลาโคฮากุที่มีลวดลายสีแดงบนตัวเป็นพื้นที่ใหญ่ เหลือพื้นที่สีขาวบนหลังรวมแล้วน้อยกว่า 50% นักเลี้ยงปลาที่มีประสบการณ์มักจะเลือกปลาที่มีลักษณะลวดลายเช่นนี้ เพราะเมื่อปลาโตขึ้นจะมีความสวยงามมากขึ้น จากการขยายออกของพื้นที่สีขาวบนหลัง ข้างตัว และส่วนท้องของปลา

Omoyo



Danmoyo,Dangara หมายถึง ปลาที่มีลวดลายบนหลังแบ่งเป็นตอนๆ ในภาษาญี่ปุ่น “Dan” แปลว่า “ตอน” หรือ “Step” ในภาษาอังกฤษ โดยยังมีการเรียกตามจำนวนตอนบนตัวปลาไปอีกดังนี้

Nidan Kohaku หมายถึง ปลาโคฮากุที่มีตอนสีแดง 2 ตอน (Ni แปลว่า สอง, Dan แปลว่า ตอน)

Nidan Kohaku
Sandan Kohaku หมายถึง ปลาโคฮากุที่มีตอนสีแดง 3 ตอน (San แปลว่า สาม) ปลาโคฮากุชนิด 3 ตอนนี้ นิยมว่าเป็นตอนมาตรฐานของปลาโคฮากุ

Sandan Kohaku
Yondan Kohaku หมายถึง ปลาโคฮากุที่มีตอนสีแดง 4 ตอน (Yon แปลว่า สี่) ปลาโคฮากุชนิด 4 ตอนจะค่อนข้างหายาก และเป็นที่นิยมของนักเลี้ยงระดับมืออาชีพ ถ้าลวดลายได้แบบมาตรฐาน ซึ่งจะมีราคาค่อนข้างสูง
Yondan Kohaku

Godan Kohaku หมายถึง ปลาโคฮากุที่มีตอนสีแดง 5 ตอน (Go แปลว่า สี่) ปลาโคฮากุชนิด 5 ตอนจะหายากมาก ซึ่งลวดลายที่มีช่วงตอนมาก อาจจะทำให้พื้นที่ขาวน้อยเกินไปได้

Godan Kohaku
Bozu หมายถึง ปลาที่ไม่มีสีแดงบนหัวเป็นปลาที่ถือว่า ไม่สวยงามมักจะถูกคัดทิ้งตั้งแต่การคัดลูกปลาครั้งแรก คำว่า “Bozu” ในภาษาญี่ปุ่นความหมายตรงตัวแปลว่า “นักบวช”
Bozu

Zubon-haki หมายถึง สีแดงที่ไม่จบลงที่โคนหาง แต่กลับเลอะเข้าไปในบริเวณหางด้วย นอกจากนี้ สีแดงดังกล่าวยังปกคลุมบริเวณโคนหางส่วนใหญ่ ลวดลายชนิดนี้ถือว่าไม่สวยงามเนื่องจากขาดความสมดุลย์ ระหว่างตอนหน้ากับตอนหลังของตัวปลา คำว่า "Zubon-haki" ความหมายตรงตัวแปลว่า "กางเกงขายาว"
Zubon-haki & Bongiri
Bongiri หมายถึงสีแดงในลักษณะตรงข้ามกับ "Zubon-haki" คือ ปลาที่ไม่มีสีแดงในช่วงหางทำให้ ดูคล้ายกับปลาตัวนั้นใส่กางเกงขาสั้น

Ippon Hi หมายถึง ลวดลายบนตัวปลาที่ไม่เป็นแบบ Danmoyo (Step pattern) แต่กลับเป็นตอนเดียว ตั้งแต่หัวไปจรดโคนหาง ลวดลายแบบนี้ถ้าเป็นไปแบบเรียบๆ ตรงๆ มักจะไม่เป็นที่นิยม แต่หากลวดลายตอนเดียว ซิกแซกไปมาจะเรียกว่า Inazuma แปลาว่าสายฟ้าลวดลายประเภทนี้กลับเป็นที่ต้องการและนิยมมากประเภทหนึ่ง
Ippon Hi
Maruten หมายถึง ปลาที่มีสีแดงกลมอยู่บนหัว บนตัวมีลวดลายตามปกติของปลาโคฮากุ หากตัวที่มีสีแดงกลมบนหัวแล้วตัวขาวล้วนจะถูกเรียกว่า Tancho Kohaku คำว่า "Maruten" ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่า "มงกุฎ" ลวดลายแบบ Maruten นี้ เป็นลวดลายที่ได้รับความนิยมประเภทหนึ่ง

Maruten
Kuchibeni หมายถึง ปลาที่มีสีแดงแต้มที่ปาก สีแดงที่ปากนี้จะมีประโยชน์ ในกรณีที่เกิดขึ้นกับปลาที่มีสีแดงบนส่วนหัวน้อยเกินไปเพราะจะทำให้ลวดลายดูสมดุลย์ขึ้น แต่หากเกิดขึ้นกับปลาที่มีลวดลายบนส่วนหัวสวยงามดีอยู่แล้ว ก็อาจทำให้ปลาตัวนั้นดูด้อยลงก็ได้ คำว่า "Kuchi" แปลว่า "ปาก" ส่วน "Beni" แปลว่า "แดง" ดังนั้นแปลรวมๆ จึงหมายความว่า "ปากแดง" หรือ ที่นักเลี้ยงเรียกกันว่า "ลิปสติก" นั่นเอง

Kuchibeni
Hanatsuki หมายถึง สีแดงบนส่วนหัวของปลาที่ไม่หยุดลงที่จมูก แต่กลับต่อเนื่องยาวลงมาจนถึงปาก

Hanatsuki
Menkaburi หมายถึง สีแดงที่ปกคลุมไปทั้งส่วนหัว หรือแถบใดแถบหนึ่งของส่วนหัว คำว่า "Menkaburi" แปลงตรงตัวหมายถึง "หมวกคลุมผมสีแดง (Red hood)" ซึ่งดูเผินๆ แล้ว จะดูเหมือนปลาที่มีลวดลายแบบนี้สวมหมวกคลุมผมสีแดงอยู่จริงๆ
Menkaburi

เนื่องจากปลาโคฮากุเป็นปลาสายพันธุ์เริ่มต้นของปลาคาร์พ ดังนั้นจึงได้มีการนำคำศัพท์ที่กล่าวมาบางส่วน นำไปใช้ในการกำหนด ลักษณะ บนปลาสายพันธุ์อื่นอีกด้วย ซึ่งจะกล่าวถึงในหัวข้อต่อๆ ไป นอกจากที่กล่าวมาแล้วยังมี ปลาโคฮากุ ในชื่อลักษณะของลวดลายบนตัวอีกมากมาย เช่น Goten-Sakura, Doistu Kohaku,Kanoko Kohaku, Napoleon Kohaku, Fuji Kohaku กระทั่ง Aka Hajiro Aka muji และ Shiromuji ก็ยังจัดอยู่ในกลุ่มของปลาขาวแดงคือ ปลาโคฮากุ นั่นเอง

วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2558

กลุ่มประเภทของปลาคาร์ฟ

การแบ่งปลาคาร์พ ออกเป็นกลุ่มๆ 4 กลุ่มดังนี้

กลุ่มที่ 1 - กลุ่มปลาคาร์พมีเกล็ด 

โคฮากุ

ปลามีเกล็ดหรือปลาคาร์พที่คุ้นกันอยู่ทั่วไป เรียกแบบญี่ปุ่นว่า wagoi -- วากอย

กลุ่มที่ 2 กลุ่มปลาคาร์พไม่มีเกล็ด หรือมีเกล็ดบางส่วน 

โชว่าดอยซ์ ซูซุย
 
เช่นที่หลังหรือข้างตัว แบบนี้ เรียกปลาดอยช์ Doitsu ที่แปลว่า "เยอรมัน" นั่นแหละครับ
เป็นสายที่ปลาคาร์พ(Koi) ญี่ปุ่น ผสมกับปลาคาร์พจากเยอรมัน ที่ติดมากับเรื่อขนส่งสินค้า สมัยนู้น
การเดินทางข้ามทวีปด้วยเรือใช้เวลานานมาก ยิ่งเมื่อร้อยปีที่แล้ว นานนนนนนนน
ในเรือจึงต้องขนสัตว์เป็น เช่น ไก่(และไข่) ปลา เพื่อใช้เป็นแหล่งอาหารระหว่างรอนแรมข้ามทวีป
ว่ากันว่า ครั้งกระโน้น มีปลาคาร์พเยอรมัน เหลือ4ตัว จึงถูกนำมาปล่อยในแหล่งน้ำที่ญี่ปุ่น
หลังจากนั้น มีการผสมพันธุ์ ข้ามไปมากับปลาท้องถิ่น ได้ปลาเพิ่มอีกหลายสายพันธุ์

เวลาเรียกชื่อ เรียก ???ด๊อยช์ ต่อท้ายเอาดื้อๆ เช่น โคฮากุด๊อยช์ ซันเก้ด๊อยช์ โอชิบะด๊อยช์
มียกเว้นอยู่บ้างเช่นอาซากิดอยสุ เรียก ชูซุย (Shusui) , มัทซึกาวะบาเกะด๊อยสุ (Matsukawabake) เรียกคุมองริว (Kumonryu)

กลุ่มที่ 3 กลุ่มปลาคาร์พที่มีเกล็ดแวววาว (กินริน)

โชว่า กินริน
คือเป็นพวกที่มีเกล็ดแวววาว เหมือนกับ กระจกสะท้อนแสง หรือซีดีที่ท้ายช้างแบบนั้น
เกล็ดเงา ที่ว่านี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นทั้งตัว แต่ต้องเป็นระเบียบ เป็นแถวเป็นแนว จึงจะถือว่าดี

พวกนี้เรียก คิน กินริน , Kin Ginrin kinแปลว่าทอง ginแปลว่าเงิน
เรียกสั้นๆ ว่า กินริน
เกล็ดกินริน มีหลายแบบ ไว้ค่อยว่ากันนะครับ

เวลาเรียกชื่อ เรียก ???กินริน ต่อท้ายเอาดื้อๆ เช่น โคฮากุกินริน ซันเก้กินริน ชิโร่อุทซึริกินริน

กลุ่มที่ 4 กลุ่มปลาคาร์พผิวเงา

โอกอน

ก่อนนี้ เราว่ากันด้วยเรื่อง มีเกล็ด ไม่มีเกล็ด มีเกล็ด สะท้อนแสง
กลุ่มที่ 4 นี้ คือ พวกผิวเงา มันวาว มีทั้งแบบมีเกล็ดและ ไม่มีเกล็ด

พวกนี้ เรียกแยกไปตามสายพันธุ์และลักษณะ
สายพันธุ์หลัก คือ โอกอน ที่แตกย่อยไปเป็น โอกอน(เหลืองเงา) , แพลทตินั่มโอกอน(ขาวเงา) , ฮิโอกอน(แดงเงา)
นอกจากนั้น ยังก่อเกิดสายพันธุ์ใหม่ๆ อีกมาก เช่น ฮาริวาเก้ คุจากุ
แต่ถ้าไปอยู่บนสายที่คุ้นเคยจะเรียกซ้อนชื่อเข้าไปอีกที
อย่าเพิ่งสับสน อ่านไปเล่นๆก่อน
โคฮากุ --> ซากุระโอกอน
ซันเก้ --> ยามาโตะนิชิกิ
โชว่า --> คินโชว่า
ชิโร่อุทซึริ -->  กินชิโร่อุทซึริ
มัทซึบะ --> กินมัทซึบะ
พวกนี้ มีทั้งแบบมีเกล็ด ไม่มีเกล็ดนะครับ

วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2558

ประวัติการกำเนิดปลาคาร์ฟ

จุดเริ่มต้นกำเนิดปลาคาร์ฟ หรือ koi เริ่มมาจาก บริเวณนิกาตะที่อยู่ค่อนไปทางเหนือของญี่ปุ่น พื้นที่เป็นเขา เนินเขาและหุบเขา แต่เป็นพื้นที่เกษตร คนแถวนี้ ปลูกข้าว ข้าว Niigata ถือว่าเป็นข้าวที่อร่อยที่สุดของญี่ปุ่น ไม่เฉพาะแต่ข้าว เหล้าสาเก(หมักจากข้าว) ของที่นี่ถือเป็นที่หนึ่งไม่แพ้ใครเลยเหมือนกัน



แต่ด้วยความที่ว่าภูมิประเทศเป็นภูเขา เมื่อถึงหน้าหนาว อากาศหนาวเย็นกว่า ที่อื่น หิมะจะตก บางปีหนาถึง 3เมตร เห็นได้บ่อยๆ
หิมะนี้ ปิดทางเข้าออก ทำให้หมู่บ้านต่างๆถูกตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง
ฤดูหนาวของที่นี่ยาวนาน ตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคมถึงปลายเดือนเมษายน หรือพฤษภาคม
5-6เดือนที่ชาว Niigata ต้องอยู่ตามลำพัง โลกมีแต่สีขาวกับสีเทา

ชาวบ้านจึงจำเป็นต้องเตรียมอาหารไว้ เพื่อให้ผ่าน 6 เดือน นี้ไปให้ได้

ข้าว เนื้อสัตว์ต่างๆ ผัก ฟืนต้องเตรียมไว้ให้พอเพียง 
ปลาเป็นขังไว้ในแอ่งหรือบ่อน้ำในบ้าน เป็นการถนอมอาหารที่ดีอย่างนึง
อากาศที่หนาวเย็น ทำให้ปลาอยู่ในสภาพจำศีล อยู่ได้นาน ไม่ตาย
เป็นแหล่งอาหารที่จำเป็นของชาว Niigata
ปลาพวกนี้ เป็นปลาที่เลี้ยงไว้ในนาข้าว เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวจึงจับมาขังไว้ในบ้าน

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความเหงา ความว่าง หรือความเปล่าเปลี่ยว ที่ต้องอยู่กับอากาศขมุกขมัวตลอด6เดือน
ชาวบ้านบางคนเห็นความเปลี่ยนแปลง ความแตกต่างของปลาบางตัวที่มีสีด่าง สีแดงบางส่วน
ต่างเอามาอวดกัน มาประชันแข่งขันกัน บางคนที่มีฐานะดีซื้อปลาสีแปลกๆมาไว้ดูเล่น
ชาวบ้านจึงเริ่มคัดปลา เก็บปลาที่มีลักษณะแปลก แยกเลี้ยงไว้ เอาไปขยายพันธุ์ในฤดูกาลถัดไป


นานเข้าหลายสิบปี ปลาเริ่มมีลักษณะกลายพันธุ์ที่แน่ชัด
เป็นปลาสีเทา มีแต้มแดง (ส่วนใหญ่อยู่ที่ท้องหรือแก้ม) สีขาวล้วน(สีเทาอ่อน) และพัฒนาต่อไป
มีบางคนทำปลาสีขาวที่มีสีแดงติดมาบ้าง เป็นที่ตื่นเต้นกันยกใหญ่
นับเป็นจุดกำเนิดของ Nishikigoi หรือ ปลาคาร์ฟนั่นเอง

Nishiki แปลว่า ผ้าไหมที่มีลวดลายสวยงาม
Goi หมายถึงปลา